10 การละเล่นไทยที่เด็กสมัยใหม่ไม่เคยได้เล่น

เด็กๆสมัยนี้มักจะโตมากับพวกเทคโนโลยีเกมคอมพิวเตอร์ iPad โทรศัพท์ จนบางทีแทบจะลืมการออกไปเล่นนอกบ้านกันแล้ว ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีของพวกนี้ เด็กๆจะออกมารวมตัวกัน และมีการละเล่นมากมาย ซึ่งในปัจจุบันถูกหลงลืมกันไปหมดแล้ว และนี่คือบางส่วนของการละเล่นสมัยโบราณที่เด็กสมัยนี้ไม่เคยได้เล่น

การละเล่นไทย

การละเล่นไทย

1. ม้าก้านกล้วย

ม้าก้านกล้วย เด็กผู้ชายมักชอบเล่นสิ่งนี้ เนื่องจากจะได้โลดโผนอย่างเต็มที่ เด็กไทยทั่วไปจะรู้จักการเล่นม้าก้านกล้วยเป็นอย่างดี วิธีทำม้าก้านกล้วย ทำง่าย เด็ก ๆ สามารถทำเล่นเองได้ ถ้าอยากเล่นม้าก้านกล้วย เพียงแค่เดินเข้าไปในสวนกล้วย ที่มักจะปลูกกันเยอะอยู่แล้วในสมัยก่อน และก็ตัดก้านกล้วยมาทำเป็นม้า แค่นี้ก็ได้สนุกกันแล้ว

2. ตั้งเต

การกระโดดขาเดียวไปภายในช่องสี่เหลี่ยมที่ขีดขึ้นบนพื้น ขนาด 5 แถว คูณ 2 คอลัมน์ (รวม 10 ช่อง) ทีละช่อง

3. กาฟักไข่

บางแห่งเรียกกว่า “ชิงไข่เต่า” ผู้เล่นเป็นอีกาหรือเต่าจะเข้าไปอยู่ในวงกลมที่ขีดไว้ คนอื่น ๆ อยู่นอกวงกลม พยายามแย่งเอาก้อนหินที่สมมุติว่าเป็นไข่มาให้ได้ อีกาหรือเต่าจะปัดป่ายแขนขาไปมา ถ้าโดนผู้ใดผู้นั้นจะต้องมาเล่นเป็นอีกาแทนทันที แต่ถ้าไข่ถูกแย่งหมด อีกาหรือเต่าจะต้องไปตามหาไข่ที่ผู้อื่นซ่อนไว้ หากหาไม่พบจะถูกจูงหูไปหาไข่ที่ซ่อนไว้ เป็นการลงโทษ

4. หมาไล่ห่าน

เลือกผู้เล่นมาสวมบทเป็นหมาวิ่งไล่ อีกคนหนึ่งที่จะเป็นห่านคอยวิ่งหนี ผู้เล่นนอกนั้นจับมือล้อมกันเป็นวง เมื่อห่านจวนตัวก็จะวิ่งลอดเข้าไปในวงล้อม ผู้ที่เล่นเป็นประตูต้องพยายาม กันไม่ให้หมาเข้าไปในหรือนอกวงทันห่าน กติกามีอยู่ว่าช่วงใดที่ผู้เล่นเป็นประตูพากันนั่งลง ถือเป็นการปิดประตู หากห่านใดไล่ทันและโดนจับได้ก็ถือว่าแพ้

5. ลิงชิงหลัก

เลือกผู้เล่นคนหนึ่งสมมุติว่าเป็นลิงไม่มีหลัก ยืนอยู่กลางวง ผู้เล่นที่เหลือยืนเกาะหลักของตน (ใช้คนสมมุติเป็นหลักก็ได้) อยู่รอบวง กติกาคือผู้เล่นเป็นลิงมีหลักจะต้องสลับหลักเรื่อย ๆ ลิงตัวที่ไม่มีหลักก็จะต้องพยายามแย่งหลักของตัวอื่นให้ได้ ถ้าวิ่งเร็วกว่าก็จะได้หลักไปครอง ลิงที่ช้ากว่าก็จะกลายเป็นลิงชิงหลัก คอยแย่งหลักคนอื่นต่อไป นอกจากจะได้สนุกสนานกับการละเล่นนี้แล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี

6. ลูกช่วง

ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่หรือเศษหญ้าแห้งมาผูกปมเป็นลูกช่วง แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย เท่ากัน เริ่มเล่นด้วยการโยนลูกช่วงให้อีกฝ่ายหนึ่งรับ ถ้าฝ่ายตรงข้ามรับได้ก็จะต้องเอาลูกช่วงนั้นปากลับ มายังฝ่ายที่โยนมา ถ้าปาถูกตัวผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ฝ่ายที่โยนมาก็จะได้คะแนน ความสนุกจะอยู่ที่ลีลาในการหลอกล่อ ชิงไหวชิงพริบ ของการหลบและการปาลูกช่วง ซึ่งอาจจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสับสน

7. โพงพาง

ผู้ที่เล่นเป็น “ปลา” จะถูกผูกตาแล้วหมุน 3 รอบ ผู้เล่นอีกคนอื่นล้อมวงร้องว่า “โพงพางเอ๋ย สำเภาเข้าลอด ปูปลาตาบอด เข้าลอดโพงพาง” จบแล้วถามว่า “ปลาเป็นหรือปลาตาย?” ถ้าปลาตอบว่า “ปลาตาย” แปลว่าห้ามขยับ แต่ถ้าตอบว่า “ปลาเป็น” ก็ขยับได้ หากผู้เล่นเป็นปลา แตะถูกตัวคนใดคนหนึ่งแล้วทายชื่อถูก ผู้นั้นจะต้องกลายเป็นปลาแทน ถ้าไม่ถูกก็ให้ทายใหม่

อ่านต่อ  เกษม คมสันต์ ผันตัวเอง จากนักร้องดัง สู่พ่อค้าขนมจีน

8. รีรีข้าวสาร

ให้ผู้เล่นสองคน ใช้สองมือจับกัน แล้วยกโค้งขึ้นเสมือนซุ้มประตู ผู้เล่นที่เหลือเอามือจับเอวเดินเป็นแถวลอดประตูนั้นไป พร้อมกับร้องว่า “รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เด็กน้อยตาเหลือก เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน พานเอาคนข้างหลังไว้ให้ดี” เมื่อถึงคำสุดท้าย ซุ้มประตูก็จะลดมือลง กักตัวผู้เล่นที่เดินผ่านมา ผู้เล่นที่ถูกกักตัวจะถูกคัดออก หรืออาจจะถูกลงโทษด้วยการให้รำหรือทำท่าทางอะไรก็ได้

9. ตี่จับ

แบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่าย มีเส้นแดนตรงกลาง ตัวแทนฝ่ายที่รุกจะต้องส่งเสียง “ตี่” ไม่ให้ขาดเสียง และจะต้องพยายามแตะตัวคนใดคนหนึ่ง ของฝ่ายรับมาเป็นเชลย ส่วนฝ่ายรับหากเห็นว่าคนที่รุกมากำลังจะหมดแรงหายใจ จะถอยกลับก็จะพยายามจับตัวไว้ให้ได้ หากคนที่รุกเข้ามาขาดเสียง “ตี่” ก่อนกลับเข้าแดนของตน ก็จะต้องตกเป็นเชลยของอีกฝ่าย

10. จ้ำจี้

การเล่นจ้ำจี้ ส่วนมากผู้เล่นเป็นเด็กเล็กโดยทั่วไปผู้เล่นมีจำนวน 5–7 คนเวลาเล่นผู้เล่นทุกคนจะนั่งล้อมเป็นวงและวางมือทั้งสองของตนถ้าลงไปบนพื้นห้อง ผู้เล่นคนหนึ่งจะเป็นคนร้องบทเพลง “จ้ำจี้มะเขือเปาะ” ที่ร้องว่า จ้ำจี้มะเขือเปาะ กระเทาะหน้าแว่น พายเรืออ้อนแอ้น กระแท่นต้นกุ่ม สาว ๆ หนุ่ม ๆ อาบน้ำท่าไหน อาบน้ำท่าวัด เอาแป้งที่ไหนผัด เอากระจกที่ไหนส่อง เยี่ยม ๆ มอง ๆ นกขุนทองร้องกรู๊ แต่ละคนจะวางมือลงเพียงข้างเดียว อีกข้างหนึ่งใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนมือคนอื่น ๆ เมื่อร้องจบแล้วนิ้วชี้ไปตกที่นิ้วของใคร คนนั้นจะต้องหดนิ้วไว้ในอุ้งมือ แล้วร้องเพลงต่อเรื่อย ๆ จนท้ายสุดใครขาดหายมากที่สุดเป็นผู้แพ้

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจาก ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ว่า “เด็กในช่วงวัย 0-5 ปีควรให้เล่นและเรียนกับธรรมชาติมากกว่า การใช้เทคโนโลยี เล่นการละเล่นแบบไทย เช่น การเล่นงูกินหาง ที่จะทำให้เด็กได้รู้จักการเข้าสังคม การใช้ชีวิตกับเพื่อน รวมถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกิดความสามัคคี ได้สัมผัสกับธรรมชาติเล่นกับดินทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน เป็นต้น

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ภาพประกอบ pixabay | nongwank
เรียบเรียง สุขเสมอ