ย้อนอาลัย 5 ตำนานนักร้องลูกทุ่งไทย

คนไทยยุค 80-90 โตมากับเพลงแนวลูกทุ่ง เรายังจำได้ดีในวัยเด็ก คุณพ่อและคุณแม่ของเราชอบเปิดเพลงของศิลปินลูกทุ่งหลายๆคนให้เราฟัง จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังสามารถร้องตามได้ เพราะแต่ละเพลงนั้นล้วนเป็นเพลงที่ไพเราะ และยังอยู่ในความทรงจำ เราจะย้อนรำลึกถึงตำนานศิลปินลูกทุ่งที่ลาจากเราไปแล้ว แต่เสียงเพลงบของศิลปินเหล่านั้นก็ไม่มีวันหายไป

1.ยอดรัก สลักใจ

เมื่อยอดรักยังเด็ก เขาไปสมัครร้องเพลงกับคณะรำวง “เกตุน้อยวัฒนา” ซึ่งได้เงินมาครั้งละ 5 – 10 บาท และต่อมามีโอกาสไปร้องเพลงในห้องอาหารที่ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้ใช้เพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร, ชาย เมืองสิงห์, สุรพล สมบัติเจริญ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เป็นต้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็ดดวง ดอกรัก นักจัดรายการของสถานีวิทยุ ท.อ.04 ตาคลี ได้มาฟังเพลงที่ห้องอาหาร และประทับใจยอดรักที่ร้องเพลง ‘ ใต้เงาโศก ‘ ของ ‘ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ‘ จึงได้มาชักชวนเข้าสู่วงการ โดยนำมาฝากกับ อาจารย์ ชลธี ธารทอง ยอดรักก็ได้อยู่เลี้ยงลูกให้อาจารย์ชลธีเกือบหนึ่งปี และตั้งชื่อให้ว่า “ ยอดรัก ลูกพิจิตร ” และได้บันทึกแผ่นเสียง 3 เพลงคือ สงกรานต์บ้านนา, น้ำสังข์หลั่งน้ำตาริน ,เต่าหมายจันทร์


พ.ศ. 2550 ยอดรักถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตับระยะแรกและในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 01.05 น. ด้วยวัย 52 ปี[4][5] พิธีศพของยอดรักได้จัดขึ้นไว้ ณ ที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดหาดแตงโม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

2.สายัณห์ สัญญา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 มีการตั้งวงดนตรีสายัณห์ สัญญา โดยแสดงครั้งแรกที่บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับค่าแสดงรวมกันทั้งวง 8,000 บาท และนับตั้งแต่นั้น สายัณห์ ก็ผลิตผลงานออกมาประดับวงการลูกทุ่งเมืองไทยมากมาย ในปี พ.ศ. 2525 สายัณห์ได้ผ่าตัดลำคอทำให้เสียงกลายเป็นเสียงแหบ และได้ฉายาว่า “แหบมหาเสน่ห์” จากนั้นในปี พ.ศ. 2527 สายัณห์ก็ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว ทำให้ผลงานเพลงเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำผลงานเพลงอีกครั้ง


สายัณห์ สัญญา ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งชายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหลังจากการถึงแก่กรรมของสุรพล สมบัติเจริญ แม้จะไม่เคยได้รับรางวัลทางการร้องเพลงใด ๆ เลยก็ตาม แต่สายัณห์ก็เป็นนักร้องที่มีเสน่ห์ มีคำออดอ้อนแม่ยก แฟนเพลง ผู้สนับสนุน ด้วยประโยคที่คุ้นเคยคือ รักสายัณห์น้อย ๆ แต่รักนาน ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของพระเอกลิเก มีการไว้เคราแพะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556 แพทย์เปิดเผยว่า สายัณห์อยู่ในภาวะวิกฤติ ไตทำงานผิดปกติเป็นผลมาจากโรคมะเร็งตับที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว อาการต้องดูวันต่อวัน และระวังไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้นคนไข้จะทรุดทันที ต่อมาเมื่อเวลา 12:35 นาฬิกาของวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 สายัณห์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลธนบุรี ญาติประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดไร่ขิงในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556 และพระราชทานเพลิงศพ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

3.พรศักดิ์ ส่องแสง

พรศักดิ์ ส่องแสงมีภูมิลำเนาที่บ้านหนองหญ้ารังกา ตำบลปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในวัยเด็กจบการศึกษาชั้น ป. 4 แล้วช่วยพ่อแม่ทำนาที่ บ้านหนองหญ้ารังกา ตำบลปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี แล้วเข้ารับราชการทหาร จากนั้นตั้งวงดนตรีชื่อ “แชมป์อีสาน” บันทึกเทปชุดแรกเมื่อ พ.ศ. 2524 ชื่อชุด “เสือสำนึกบาป”


ชื่อ พรศักดิ์ ส่องแสง ตั้งให้โดยครูเพลง รักษ์ วัฒนยา หรือ ครูคำหอม พ่อฮ้างน้อย ผู้สนับสนุนให้ตั้งวงดนตรี พรศักดิ์ ส่องแสง มีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 40 ชุด มีชื่อเสียงโด่งดังสูงสุดประมาณปี พ.ศ. 2529-2530 จากเพลง “เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ” ออกตระเวนแสดงทั่วประเทศ และออกไปแสดงถึงในต่างประเทศ เคยมีการจัดคอนเสิร์ตประชันกันระหว่าง พรศักดิ์ ส่องแสง กับ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ด้วยดนตรีสองแนวต่างสไตล์มาแล้ว โดยใช้คอนเสิร์ตชื่อว่า “คอนเสิร์ตสองคนสองคม” แสดงเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ที่ สนามกีฬาเวโลโดรม หัวหมาก

อ่านต่อ  ยังจำภาพเด็กคนนี้ได้ไหม วันวิสาข์ ดำขำ

หลังจากที่นายพรศักดิ์ ได้ฉีดวัคซีนยี่ห้อซิโนแวค เมื่อวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564 2 วันต่อมาเมื่อเวลา 19:35 นาที ของในวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 นายพรศักดิ์ ส่องแสง ได้เข้าห้องน้ำในบ้านพักส่วนตัว จุ่ๆ ก็ได้เกิดอาการวูบขณะที่อยู่ในห้องน้ำจนครอบครัวพานำส่งโรงพยาบาลหนองบัวลำภู และได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในเวลา 20:40 นาที ด้วยอาการภาวะหัวใจวายโดยเฉียบพลัน ณ ห้องผู้ป่วย โรงพยาบาลหนองบัวลำภู​ สิริอายุ 60 ปี

4.สันติ ดวงสว่าง

ปี 2529 แอ๊ด เทวดา ได้เห็นแววพรสวรรค์ของสันติ จึงชวนสันติไปอัดเสียงในเพลงแรกของเขาคือเพลง “แม่จ๋าพ่ออยู่ไหน” ตั้งแต่ตอนนั้นสันติมีความมั่นใจในฝีมือการร้องเพลงมากขึ้นจึงได้ไปร้องเพลงในห้องอาหารที่แม่กลอง จนกระทั่งได้ไปสมัครประกวดร้องเพลงในรายการลูกทุ่งสิบทิศ ทางช่อง 5 และได้เข้าฝากเนื้อฝากตัวกับครู”มนต์ เมืองเหนือ”และได้นำเพลงเก่ามารีมาตส์เตอร์เช่นเพลง จูบไม่หวาน ที่ทำให้เขาโด่งดังและเขาเป็นนักร้องลูกทุ่งคนแรกในค่ายอาร์เอสและเป็นนักร้องคนแรกในโครงการอัลบั้ม “ท็อปฮิตลูกทุ่งมาตรฐาน” ในโครงการนี้เขาทำไว้มากที่สุดถึง “23 อัลบั้ม” เขาเป็นนักร้องที่เขาห้องอัดร้องเพลงวันละ 20-30 เพลงต่อวันเลยทีเดียว และเขายังได้รับรางวัลในบทเพลง”ดวงดาวชาวนา”อีกด้วย จึงทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและกลายมาเป็นเจ้าพ่อเพลงหวานจนถึงทุกวันนี้

สันติ ดวงสว่างป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคไตอันเนื่องมาจากการขาดยาและไม่ได้รับการพักผ่อน โดยก่อนหน้านั้น 1 ปีสันติเคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน อาการกำเริบหนักช่วงปลายเดือนตุลาคม 2559 และเสียชีวิตอย่างสงบด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 รวมอายุได้ 48 ปี

5.ศรเพชร ศรสุพรรณ

ศรเพชร ศรสุพรรณ เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2491 เป็นบุตรของ นายเทิ่ง และนางหมก คล้ายละมั่ง ศรเพชรจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดศรีสร้อยเพชร อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มเข้าสู่อาชีพนักร้อง จากการเป็นนักร้องเชียร์รำวงของ ดำ แดนสุพรรณ โดยมี เลี้ยง กันชนะ เป็นผู้ชักนำเข้าวงการ จนได้พบกับ โผผิน พรสุพรรณ นักร้องเชียร์รำวงอีกคนหนึ่ง โผผินจึงแต่งเพลงให้กับศรเพชรไว้หลายเพลงจนมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงปี พ.ศ. 2513-2519 โดยเพลงที่สร้างชื่อเสียงอย่างมาก คือ “ข้าวไม่มีขาย” ได้รับรางวัล นักร้องดีเด่นเสาอากาศทองคำ จากสถานีวิทยุเสียงสามยอด ปี พ.ศ. 2518 โดยมีตัวแทนของศรเพชรมารับรางวัลแทน เนื่องจากศรเพชรติดงานร้องเพลงไว้ และไม่คิดว่าจะได้รับรางวัลนี้

ผลงานเพลงที่มีชื่อเสียงในระยะแรกและต่อมา ได้แก่ หยิกแกมหยอก, เข้าเวรรอ, มอเตอร์ไซค์ทำหล่น, ไอ้หวังตายแน่, ใจจะขาด, อภัยให้เรียม, เสียน้ำตาที่คาเฟ่, รักมาห้าปี เป็นต้น โดยศรเพชรเป็นนักร้องที่มีลูกคอสะเด็ดเป็นเอกลักษณ์จนหาใครเทียบยาก

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ศรเพชรเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช และขอรับบริจาคเลือด B Rh-negative เนื่องจากมีอาการป่วยที่ก้อนเนื้อบริเวณกระเพาะอาหาร และเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ก่อนที่จะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565 สิริอายุรวม 73 ปี

 

ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เรียบเรียงโดย สุขเสมอ