โค้งสุดท้ายของการเป็นนักร้อง ฟอร์ด สบชัย

สบชัย ไกรยูรเสน ชื่อเล่น ฟอร์ด เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2512 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และระดับอุดมศึกษา จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มเข้าวงการจากความสำเร็จของอัลบั้ม “ถามรักเธอ (จนเจอ) ฟอร์ด” มีเพลงดังอย่างเพลง “รักเธอ”

รายการ ต้มยำอมรินทร์ ได้นักร้องเสียงหวาน ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน มาเปิดใจถึงเส้นทางกว่าจะเป็นศิลปิน      จากแบ็คอัพสู่เจ้าพ่อเพลงรักยุค 90 และชีวิตที่พลิกผันกับเส้นทางดนตรี

เพลงที่เปลี่ยนชีวิตของ ฟอร์ด สบชัย คือเพลง รักเธอ ใช่ไหมครับ “รักเธอ” ครับ อันนั้นคือ ซิงเกิ้ลแรกเลยตอนนั้นน่าจะประมาณปี 38 ครับ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก เป็นแนวเป็น PowerPOP ที่มีกลิ่น R&B เป็น POP ที่ใช้แรงร้องพอสมควรเพราะโน๊ตต่ำยันโน๊ตสูงเพลงสมัยนั้นยังไม่ค่อยจะมี”

ก่อนที่จะมาเป็นนักร้องที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็เคยเป็นนักร้องแบ็คอัพทำงานอยู่เบื้องหลังศิลปินดังหลายท่านด้วยใช่ไหมครับ “ใช่ครับ ตอนนั้นเราก็ทัวร์คอนเสิร์ตกับพี่คริสติน่า พี่แอม พี่บิลลี่ และน้องทาทา ยัง เราเล่นดนตรีด้วยคีย์บอร์ด เครื่องเป่า แล้วก็คอรัส

แล้วพอพักคอนเสิร์ตช่วงกลางเราก็ออกไปร้องอีก ทำงานอยู่ 5 ปีเดินทางตลอดเวลา ระหว่างที่เราทำงานอยู่เบื้องหลังเราก็ไปประกวดด้วย เพราะพลังงานเรามันเยอะมากในตอนนั้น ซึ่งในระหว่างที่ประกวดทาง ค่ายสโตน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์

มีพี่ๆผู้ใหญ่หลายๆท่านเขาเห็นเลยให้เราลองทำเองบ้าง  เลยลองทำพอทำเรียบร้อย ส่งเดโม่ตอนแรกต้องส่ง 10 เพลง แต่เพราะเราทัวร์เยอะเลยไม่มีเวลาเลยส่งและปล่อยออกมาแค่ 3 เพลง คือ ตาม / รักเธอ / ง่วง
ซึ่งพอเราปล่อยเพลงออกไปเราก็ไปทำงานทัวร์เหมือนเดิม

ซึ่งไม่รู้เลยว่าเพลงเราดัง เพราะเราไม่ได้ถ่ายรูปเราหรือทำให้รู้เลยว่าคือตัวเราร้อง พอเพลงเราดัง พี่อู๋ ก็ให้คนโทรมาบอกเราว่าเพลงดังแล้ว กลับมาทำอัลบั้มให้จบด่วน เพราะเพลงดังแล้วแล้วกำลังเริ่มไต่ชาร์จ หลังจากนั้นเราก็เริ่มติดตามฟังวิทยุว่าเขารายงานชาร์จเราอยู่อันดับไหน ซึ่งก็ใช้เวลานานมากเลยนะครับ 3 – 4 เดือนที่กว่าเราจะขึ้นไปอยู่อันดับที่หนึ่ง”

อ่านต่อ  “เมื่อคุณครูให้วาดรูปครุฑแล้วฉันต้องวาด”

พอเราฟังเพลงตัวเองแล้วไม่รู้เหรอว่ามันดีมาก หรือไม่กล้าเข้าข้างตัวเอง “เรามีความรู้สึกว่าพอใจ ณ ตรงนั้นเฉยๆแต่เราไม่รู้เลยว่าแพลงจะดังหรือไม่ดัง” หลังจากเพลงดังก็ขยับขยายตัวเองไปอยู่ค่ายเพลงดัง “เพราะว่าในชุดแรกที่เราทำคือไม่มีใครช่วยเลยมีแต่เพื่อนๆในกลุ่มเราที่เราเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน

แล้วเพื่อนๆชาวต่างชาติที่เล่นดนตรีด้วยกัน เขาเป็นโปรดิวเซอร์อยู่แล้วไปปรึกษากัน พอหลังๆสโตนปิดตัวลงเราก็หาที่อยู่ใหม่ที่ที่เขายังให้เราทำงานอยู่ก็ได้ที่ อาร์เอส ตอนนั้นคือ เขาบอกว่าให้อิสระในการทำงานของเราเต็มที่เหมือนเดิมก็เลยโอเค”

หลังจากนั้นจริงๆแล้วผันตัวเองไปทำหลายอย่างมากอย่างธุรกิจเปิดร้านอาหารก็ทำ “ใช่ครับ เป็นสายเนื้อจริงๆอยู่บ้านเราก็ตั้งเตาเอาเนื้อมาย่างเลยคิดว่าอยากจะเปิดร้านขึ้นมาซึ่งมันก็ไปได้ดีนะ ซึ่งเราก็สนิทกับพี่ชายท่านหนึ่งเขาเปิดร้าน กิวกิวเต้ ซึ่งดังมากผมก็ได้หัวแบรนด์ของ กิวกิวเต้ มาตั้งเป็นร้านของตัวเองแล้ว By ฟอร์ด แล้วทำอยู่ประมาณ 5-6 ปี เพราะเรื่องของสัญญาเช่าพอหมดเราเลยเบรคเพราะมันเหนื่อยมาก

เราใช้ชีวิตดับเบิ้ลมา หมายถึงว่าดูร้านก็ต้องดูเหมือนลูก ไปทัวร์ก็ต้องไป รับงานหมดทุกอย่าง มันเหมือนดับเบิ้ลตัวเองพอมาถึงจุดนั้นเราตัดสินใจหยุดเลยเพราะว่าเราไม่มีแรงใจหรืออะไรที่จะทำแล้ว แต่ว่าแฟนๆของร้านก็ยังอยู่ในเพจอยู่ทุกวันนี้ยังขายสเต็กออนไลน์อยู่เลย”

นอกจากเปิดร้านอาหารแล้ว ก็ยังเปิดค่ายเพลงของตัวเองอีก “ตอนที่ออกจาก อาร์เอส ออกมาทำบริษัทของตัวเองชื่อ “แฟตบอยซ์สตาฟ” ไฟแรงมากทำไม่รู้กี่อัลบั้ม ในค่ายตอนนั้นมีนักร้องเยอะมาก มีจากเกาหลีด้วยมารวมๆกัน ปล่อย 2 – 3 อัลบั้ม แต่แรงของการโปรโมทเรามันไม่ถึงจริงๆเพราะว่าเราเป็นค่ายเล็กมากๆไม่รู้จะไปแทรกอยู่ตรงไหนของตลาด

พอมาสักพักหนึ่งเราเลยหยุดไว้ก่อนเพื่อรอให้สภาพของบริษัทเรียบร้อย แล้วก็เปิดใหม่อีกอันหนึ่ง ปัจจุบันคือ “ไนน์ ฟ็อกซ์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” เล็กๆเลยรับผลิตอย่างเดียวรับจ็อบที่ว่างานมาทำเสร็จเรียบร้อยโยนไป เป็นงานที่เรียกว่า ไลน์ซิงค์ งานโฆษณา

เราเน้นเรื่องการขึ้นงานเป็นโชว์คล้ายๆงานละครเวที”ทำงานเยอะจนงานห่างหายการทำงานเพลงของตัวเอง จนกระทั่งต้นปีได้ทำเพลงออกมาตอนรับโควิดพอดี “คือเพลงเสร็จตั้งแต่ตอนปลายปีทำ MV ไว้เรียบร้อยแล้วช่วง มกราคม เดินทางไปเยอรมัน 1 เดือน ระหว่างนั้นเราก็ส่งเพลงกันไปมาพอเรากลับมาก็ปล่อยเพลงได้แค่สองอาทิตย์ โควิด มาเลย พื้นที่สื่อและความสนใจของทุกคนหายไปเพราะทุกคนไปรอดูอัพเดทสถานการณ์อย่างเดียวเลย

เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่และน่ากลัวสำหรับทุกคน ซึ่งเพลงที่ปล่อยมาตอนนั้นชื่อเพลงว่า ที่รัก คือเพลงที่อุ่น เกิดมาจากความรู้สึกว่าคนเราบางทีรักกันนะมันชินจนลืมที่จะหวานกัน เพลงนี้เลยเป็นเพลงที่จะบอกว่าเวลาที่จะทะเลาะ หรือเวลาที่คิดจะเลิกกันลองมาคุยกันก่อน”

100 ปี หัวหิน กับ ดนตรีแจ๊ซ

ทุกคนอาจจะรู้สึกใจหายเพราะเหมือนกับว่านี่จะเป็นโค้งสุดท้ายในการทำเพลงของ ฟอร์ด สบชัย “ ต้องบอกว่ามันเป็นโค้งของธรรมชาติมากกว่า ด้วยอายุ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง เด็กรุ่นใหม่เขาก็จะมีไอดอล ฮีโร่ของเขารุ่นใหม่มา ส่วนเราก็จะค่อยๆหายไป แล้วอีกอย่างคือ เวลาออกเพลงต้องใช้พลังเยอะมากเลยคิดว่าระหว่างตอนนี้เราก็จะทำเต็มที่ แล้วก็วางมือก่อนแล้วไปทำอย่างอื่นบ้าง”

 

ขอบคุณที่มา รายการต้มยำ อัมรินทร์
เรียบเรียงโดย สุขเสมอ